ตร.ไซเบอร์ทลายแก๊งเวียดนามหลอกนักศึกษา ม.ดัง โทรมาราธอนแถมสั่งโกหกพ่อ ขู่โอนเงินสูญกว่า 3.6 ล้าน
ตร.ไซเบอร์ทลายแก๊งเวียดนามหลอกนักศึกษา ม.ดัง โทรมาราธอนแถมสั่งโกหกพ่อ ขู่โอนเงินสูญกว่า 3.6 ล้าน
ตร.ไซเบอร์ทลายแก๊งเวียดนามหลอกนักศึกษา ม.ดัง
โทรมาราธอนแถมสั่งโกหกพ่อ ขู่โอนเงินสูญกว่า 3.6 ล้าน
.
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 9 ส.ค.69 ที่ผ่านมา ได้มีนักศีกษาปี 1 ของมหาวิทยาลัยชื่อดังย่านปทุมวัน ได้มีมิจฉาชีพโทรศัพท์หาแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่จาก AIS สำนักงานใหญ่ แจ้งว่ามีคนนำชื่อผู้เสียหายไปเปิดซิมโทรศัพท์ที่ห้างสรรพสินค้าในพื้นที่ จ.เลย จากนั้นมิจฉาชีพได้โอนสายให้คุยกับคนที่แอบอ้างเป็นร้อยเวร สภ.เมืองเลย และสั่งให้เพิ่มเพื่อนทางแอปพลิเคชันไลน์ชื่อบัญชี “สภ.เมืองเลย”
.
ต่อมา คนร้ายได้โทรหาผู้เสียหายผ่านแอปพลิเคชันไลน์แล้วอ้างตัวเป็น “ผกก.สภ.เมืองเลย” และสั่งห้ามวางสาย พร้อมข่มขู่ว่า สภ.เมืองเลย ได้จับกุมผู้ต้องหาคดีฟอกเงินรายหนึ่ง ซึ่งผู้ต้องหาคนดังกล่าวได้ให้การซัดทอดว่า ผู้เสียหายได้ขายบัญชีธนาคารไปใช้รับโอนเงินเว็บพนันออนไลน์ จนสามารถอายัดเงินไว้ได้จำนวน 8.5 ล้านบาท โดยผู้เสียหายเป็นผู้ต้องสงสัยเนื่องจากไม่มีเงินสนับสนุนจากผู้ปกครอง จึงนำบัญชีตนเองไปขายเพื่อแลกส่วนแบ่ง 10 เปอร์เซ็นต์จากผู้ต้องหา
.
จากนั้นเมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อ คนร้ายจึงสั่งให้ผู้เสียหายแสดงความบริสุทธิ์ใจ โดยให้บอกข้อมูลบัญชีธนาคารและยอดเงินคงเหลือ ผู้เสียหายเกิดความกลัวจึงแจ้งข้อมูลบัญชีธนาคารทั้งหมด และแจ้งยอดเงินในบัญชีซึ่งมีอยู่รวมกันประมาณกว่า 8.5 แสนบาท จากนั้นคนร้ายจึงสั่งให้โอนเงินทุกบัญชีมารวมไว้บัญชีเดียวกัน แล้วสั่งให้โอนเงินไปยังบัญชีธนาคารที่อ้างว่าเป็น “บัญชีกลาง ปปง.” เพื่อตรวจสอบ โดยคนร้ายรับปากว่าจะโอนคืนให้ภายใน 1-2 ชั่วโมง
.
เมื่อผู้เสียหายโอนเงินรอบแรกแล้ว คนร้ายยังได้สั่งให้ผู้เสียหายโกหกพ่อเพื่อขอเงินเพิ่ม โดยให้อ้างว่านำเงินไปใช้เรื่องขอทุนมหาวิทยาลัยไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่ออสเตรเลีย และสั่งห้ามบอกใคร พ่อผู้เสียหายจึงโอนเงินให้ผู้เสียหาย รวม 2,700,000 บาท จากนั้นคนร้ายยังสั่งให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบเพิ่มอีก และยังสั่งให้ถอนเงินสดจากเคาน์เตอร์ธนาคาร พร้อมสั่งให้ไปเปิดห้องพักที่โรงแรมแห่งหนึ่งย่านศรีนครินทร์ ก่อนสั่งให้นำเงินสดไปมอบให้บุคคลที่อ้างตัวว่าเป็นตำรวจที่หน้าโรงแรมดังกล่าว
.
จากกรณีดังกล่าว ภายในวันที่ 9 ส.ค.69 วันเดียว ผู้เสียหายได้โอนเงินและส่งมอบเงินให้คนร้ายรวมจำนวน 5 ครั้ง เป็นเงินทั้งสิ้น 3,617,000 บาท ดังนี้
ครั้งที่ 1 เวลา 12.47 น. โอนเงินจากธนาคารผู้เสียหายไปยังเลขบัญชีคนร้าย จำนวน 856,000 บาท
ครั้งที่ 2 เวลา 15.54 น. โอนเงินจากธนาคารผู้เสียหายไปยังเลขบัญชีคนร้าย จำนวน 1,100,000 บาท
ครั้งที่ 3 เวลา 18.00 น. นำเงินสดที่ถอนจากธนาคาร จำนวน 1,600,000 บาท ไปมอบให้คนร้ายที่หน้าโรงแรมแห่งหนึ่งย่านศรีนครินทร์
ครั้งที่ 4 เวลา 19.33 น. โอนเงินจากธนาคารผู้เสียหายไปยังเลขบัญชีคนร้าย จำนวน 26,000 บาท
ครั้งที่ 5 เวลา 19.36 น. โอนเงินจากธนาคารผู้เสียหายไปยังเลขบัญชีคนร้าย จำนวน 35,000 บาท
.
หลังจากการโอนเงินครั้งล่าสุดแล้ว คนร้ายได้สั่งให้เปลี่ยนไปคุยกันผ่านแอปพลิเคชัน Telegram พร้อมสั่งห้ามวางสายจนกว่าจะถึงวันรุ่งขึ้นเพื่อหวังหลอกโอนเงินเพิ่ม แต่อาของผู้เสียหายมาพบ และสังเกตเห็นความผิดปกติจึงเข้าสอบถาม เมื่อผู้เสียหายเล่าให้ฟังและค้นหาข้อมูลจึงรู้ตัวว่าหลานกำลังถูกแก๊งมิจฉาชีพหลอกลวง จึงได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กก.2 บก.สอท.2 เพื่อดำเนินคดี
.
ต่อมา พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. ได้มอบหมายให้ พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สอท.นำกำลังเจ้าหน้าที่ กก.2 บก.สอท.2, กก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.2 และ กก.4 บก.สอท.2 ร่วมกันสืบสวนสอบสวนเพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน จนกระทั่งศาลจังหวัดสมุทรปราการได้อนุมัติหมายจับผู้ต้องหาชาวเวียดนาม จีน และไทย รวมจำนวน 8 ราย รวมทั้งขออนุมัติหมายค้นเป้าหมายที่เกี่ยวข้องได้สำเร็จ
.
ล่าสุด พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สอท. พร้อมด้วย พ.ต.อ.ขจร อบทอง รอง ผบก.สอท.2, พ.ต.อ.มนต์ชัย บุญเลิศ ผกก.2 บก.สอท.2, พ.ต.อ.คุณาปะโยชน์ อารียรัตนะณธร ผกก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.2, พ.ต.อ.ต่อศักดิ์ ปานกลิ่นพุฒ ผกก.4 บก.สอท.2 และ พ.ต.ท.เด่นดนัย วิจิตรนนท์ รอง ผกก.(สอบสวน) กก.2 บก.สอท.2 ร่วมกันนำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดพร้อมหมายค้นศาลจังหวัดสมุทรปราการ และศาลจังหวัดสมุทรสาคร ร่วมกันเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย จำนวน 3 จุด ในพื้นที่สมุทรปราการ และ สมุทรสาคร จนมีผลการปฏิบัติ ดังนี้
.
ตรวจค้นบ้านเช่าหลังหนึ่งภายในซอยมณฑาทิพย์ 1 แยก 7 ม.2 ต.เทพารักษ์ อ.เมืองสมุทรปราการ จ.สมุทรปราการ สามารถจับกุมผู้ต้องหาสัญชาติเวียดนามได้ จำนวน 2 ราย ดังนี้
1. MR.QUOC NAM NGUYEN อายุ 28 ปี คนร้ายที่อ้างตัวเป็นตำรวจและไปรับเงินสดจำนวน 1,600,000 บาท จากผู้เสียหายที่หน้าโรงแรม
2. MR.HUY TAN NGUYEN อายุ 26 ปี คนร้ายที่ร่วมไปรับเงินสดจำนวน 1,600,000 บาท จากผู้เสียหายที่หน้าโรงแรม พร้อมตรวจยึดโทรศัพท์มือถือ จำนวน 8 เครื่อง และชุดแต่งกายที่ใช้สวมใส่ขณะรับเงินสดจากผู้เสียหาย จำนวน 2 ชุด
.
ตรวจค้นบ้านพักหลังหนึ่งในพื้นที่ ม.2 ต.บางหญ้าแพรก อ.เมืองสมุทรสาคร จ.สมุทรสาคร และโกดังเก็บสินค้าแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ ม.3 ต.บางหญ้าแพรก อ.เมืองสมุทรสาคร จ.สมุทรสาคร สามารถจับกุมนางสาวดลภัค อายุ 48 ปี คนร้ายที่นำเงินสดที่ได้จากผู้เสียหายไปโอนเข้าบัญชีบริษัท ร้านค้า และห้างสรรพสินค้าต่างๆ เพื่อนำไปซื้อสินค้าซึ่งเป็นการอำพรางปกปิดแหล่งที่มาของเงิน
.
พร้อมตรวจยึดของกลางเป็น เงินสด จำนวน 792,690 บาท, สมุดธนาคาร จำนวน 13 เล่ม, โทรศัพท์มือถือ จำนวน 3 เครื่อง, สำเนาใบฝากถอนเงิน-ฝากเงินของธนาคาร รวมทั้งทรัพย์สินสิ่งของอื่นๆ อีกจำนวนหลายรายการ
.
นอกจากนี้ ยังสามารถติดตามจับกุมผู้ต้องหากลุ่มบัญชีม้าที่รับโอนเงินจากผู้เสียหายได้ในพื้นที่ กทม. และ สมุทรปราการ อีกจำนวน 2 ราย ได้แก่ นายฐิติกาลฯ อายุ 25 ปี และ นางสาวภัทรพรฯ อายุ 33 ปี
.
จึงดำเนินผู้ต้องหาทั้ง 5 ราย ในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น”, “สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันและร่วมกันฟอกเงิน”, “โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน” และ “เป็นผู้สนับสนุนฯ” โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผลไปยังผู้ร่วมขบวนการที่เกี่ยวข้อง และติดตามจับกุมผู้ต้องหาที่ยังหลบหนี เพื่อนำตัวมาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
.
ทั้งนี้ พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สอท. ฝากเตือนไปยังพี่น้องประชาชนและผู้ปกครองให้ระมัดระวังบุตรหลานที่เป็นนิสิตนักศึกษา ซึ่งปัจจุบันกำลังตกเป็นเป้าหมายของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เนื่องจากส่วนใหญ่พักอาศัยเพียงลำพังและยังขาดประสบการณ์ในการรับมือกับการถูกข่มขู่ โดยมิจฉาชีพมักแอบอ้างเป็นตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ก่อนกล่าวหาว่ามีความผิดต้องถูกดำเนินคดีหรือทำให้ไม่จบการศึกษา จากนั้นจะสั่งให้ผู้เสียหายแยกตัว รวมทั้งสั่งให้เปิดวิดีโอคอลค้างไว้และห้ามติดต่อผู้ปกครองหรือเพื่อน เพื่อง่ายในการควบคุมและข่มขู่ให้โอนงิน หรืออาจจัดฉากเป็น “ลักพาตัวทิพย์” เพื่อเรียกเงินจากครอบครัว จึงขอแจ้งย้ำอีกครั้งว่า เจ้าหน้าที่รัฐไม่มีนโยบายให้ประชาชนโอนเงินเพื่อตรวจสอบ หากพบเหตุลักษณะดังกล่าวให้ตั้งสติ ตัดสายทันที ไม่โอนเงิน ไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัว และรีบแจ้งผู้ปกครองหรือบุคคลใกล้ชิด หรือรีบติดต่อสายด่วน AOC 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
#ตำรวจไซเบอร์ #cyberpolice #แก๊งคอลเซ็นเตอร์ #แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ #ข่มขู่ให้โอนเงิน
CCIB #CCIB
ตำรวจไซเบอร์