ตร.ไซเบอร์เปิดปฏิบัติการ “ทลายร้านแบรนด์เนมมหาภัย” รวบจอมตุ๋น 2 ผัวเมีย เปิดร้านออนไลน์สร้างวีรกรรมสุดแสบเสียหายกว่า 133 ล้าน
ตร.ไซเบอร์เปิดปฏิบัติการ “ทลายร้านแบรนด์เนมมหาภัย” รวบจอมตุ๋น 2 ผัวเมีย เปิดร้านออนไลน์สร้างวีรกรรมสุดแสบเสียหายกว่า 133 ล้าน
ตร.ไซเบอร์เปิดปฏิบัติการ “ทลายร้านแบรนด์เนมมหาภัย” รวบจอมตุ๋น 2 ผัวเมีย เปิดร้านออนไลน์สร้างวีรกรรมสุดแสบเสียหายกว่า 133 ล้าน
ตามนโยบายของรัฐบาลในการเร่งปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ เพื่อคุ้มครองประชาชนจากการถูกหลอกลวงผ่านระบบคอมพิวเตอร์และสื่อสังคมออนไลน์ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร., พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รอง จตช. ในฐานะ รอง ผอ.ศปอส.ตร. สั่งการระดมกวาดล้างการกระทำผิดที่เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ทุกประเภท โดย พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. ได้นำเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดเปิดปฏิบัติการสืบสวนจับกุมผู้ต้องหาที่กระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์เพื่อดำเนินคดีให้ถึงที่สุด จนนำมาสู่การแถลงข่าวคดีสำคัญจากปฏิบัติการในครั้งนี้
วันพุธที่ 24 มิ.ย.69 เวลา 13.30 น. ณ บริเวณชั้น 1 บก.สอท.2 โดย พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. มอบหมายให้ พล.ต.ต.ชัชปัณฑกานต์ คล้ายคลึง รอง ผบช.สอท., พล.ต.ต.ทินกร รังมาตร์ รอง ผบช.สอท., พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1, พล.ต.ต.กฤตัชญ์ บำรุงรัตนยศ ผบก.สอท.4, พ.ต.อ.คมสันต์ กันหา ผกก.4 บก.สอท.1 และ พ.ต.ท.พรชัย บัวด้วง รอง ผกก.4 บก.สอท.1พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมแถลงข่าว “ตร.ไซเบอร์เปิดปฏิบัติการ “ทลายร้านแบรนด์เนมมหาภัย” รวบจอมตุ๋น 2 ผัวเมีย เปิดร้านออนไลน์สร้างวีรกรรมสุดแสบ เสียหายกว่า 133 ล้าน”
สืบเนื่องจากได้มีกลุ่มผู้เสียหายเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.สอท.1 จากกรณีถูกหลอกลงทุนโดย คู่สามี-ภรรยา เจ้าของร้านสินค้าแบรนด์เนมบนโซเชียลมีเดียชื่อ “Etc_stores” โดยพบผู้เสียหายแล้ว จำนวน 3 ราย มูลค่าความเสียหายรวมกันกว่า 20 ล้านบาท โดยมีรายละเอียด ดังนี้
คดีของ น.ส.พีรญา ได้ถูกคนร้ายใช้อุบายสร้างความน่าเชื่อถือจนยอมนำกระเป๋าและสินค้าแบรนด์เนม จำนวน 101 รายการ มูลค่า ประมาณ 18,457,500 บาท ไปฝากขายกับเจ้าของร้านค้าออนไลน์ดังกล่าว โดยในช่วงแรกคนร้ายทยอยโอนเงินมาให้บางส่วน แต่ภายหลังอ้างว่าขายไม่ได้ และบ่ายเบี่ยงไม่ยอมคืนสินค้าที่เหลือ จนสุดท้ายคนร้ายอ้างว่า สินค้าถูกขโมยไปขาย ในขณะเดียวกัน คนร้ายก็ได้ชักชวนผู้เสียหายร่วมลงทุนซื้อสินค้าเพื่อนำไปขายอีกประมาณ 400,000 บาท ทั้งที่ไม่มีออเดอร์อยู่จริง โดยมักออกอุบายว่าหากผู้เสียหายไม่ร่วมลงทุน คนร้ายก็จะไม่มีเงินมาใช้หนี้ ซึ่งในช่วงแรกได้เงินต้นคืนพร้อมผลกำไรจริง แต่ต่อมาก็ไม่ได้เงินคืน รวมมูลค่าความเสียหายทั้งสิ้นกว่า 9.86 ล้านบาท
คดีของ น.ส.อัมพิลา ได้ถูกคนร้ายใช้อุบายสร้างความน่าเชื่อถือก่อนชักชวนให้ร่วมลงทุนซื้อนาฬิกาหรูเพื่อนำไปขายต่อ โดยอ้างว่ามีลูกค้ารอรับสินค้าอยู่แล้ว โดยในช่วงแรกผู้เสียหายโอนเงินก้อนเล็กแล้วได้รับเงินต้นพร้อมผลกำไรจริง ต่อมาจึงโน้มน้าวให้ลงทุนเพิ่ม แต่กลับไม่ได้รับเงินคืน ซึ่งผู้เสียหายไม่เคยได้รับหรือพบเห็นสินค้าจริง มีเพียงภาพถ่ายที่คนร้ายส่งมาให้ดูทางแอปพลิเคชันไลน์เท่านั้น นอกจากนี้ คนร้ายยังหลอกให้ผู้เสียหายนำทรัพย์สิน เช่น รองเท้า Loewe, นาฬิกา Rolex Vintage เป็นต้น ไปฝากขายกับทางร้าน แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เงินค่าสินค้าและถูกบ่ายเบี่ยงไม่ยอมคืนสินค้าให้รวมมูลค่าความเสียหายทั้งสิ้นกว่า 4.79 ล้านบาท
คดีของ น.ส.ปัทม์ ได้รู้จักกับกลุ่มคนร้ายมาประมาณ 5 - 10 ปี จากการซื้อขายนาฬิกาแบรนด์เนม จึงเกิดความไว้วางใจ ต่อมาได้ถูกคนร้ายใช้กลอุบายต่างๆ หลอกลวงเงิน เช่น อ้างว่าถูกศุลกากรยึดสินค้ากว่า 17 ล้านบาท จึงขอกู้ยืมเงินผู้เสียหาย, แอบอ้างพิธีกรชื่อดังว่าฝากซื้อของมูลค่าประมาณ 1 ล้านบาท จากประเทศญี่ปุ่น จึงขอยืมเงินเพื่อไปซื้อของดังกล่าว, ขอซื้อนาฬิกา Rolex Daytona White Gold ในราคา 1.7 ล้านบาท แต่สุดท้ายจ่ายไม่ครบจำนวนและไม่ยอมคืนสินค้า, ขอซื้อ Cartier Baignoire ที่ผู้เสียหายโพสต์ขายราคา 920,000 บาท เพื่อนำไปขายต่อ เมื่อผู้เสียหายส่งของให้ลูกค้าแล้ว คนร้ายกลับยักยอกเงินจำนวนดังกล่าวไป, สร้างตัวตนปลอมผ่านบัญชี WhatsApp หลอกผู้เสียหายรับแลกเปลี่ยนเงินสกุลฮ่องกงดอลลาร์ เมื่อโอนเงินไปแล้วกลับไม่ได้เงินที่แลกคืน, สร้างเรื่องเท็จว่าบัญชีถูกอายัดเพื่อหลอกให้ผู้เสียหายหลงเชื่อแล้วโอนเงินซ้ำ เพราะร้อนใจว่าต้องรีบนำนาฬิกามาให้กับลูกค้า จำนวน 1.7 ล้านบาท, ยักยอกนาฬิกาหรูของผู้เสียหาย จำนวน 14 เรือน ไปจำนำ เป็นต้น รวมมูลค่าความเสียหายทั้งสิ้นกว่า 6.04 ล้านบาท
จากกรณีดังกล่าว พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1 ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดเร่งสืบสวน จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินพบว่า คนร้ายมักนำเงินที่ได้จากผู้เสียหายรายใหม่ไปชำระหนี้ หรือ จ่ายผลตอบแทนให้ผู้เสียหายรายเก่า เพื่อรักษาสภาพคล่องทางการเงินและสร้างความน่าเชื่อถือ คล้ายพฤติการณ์ Ponzi Scheme หรือ แชร์ลูกโซ่ ในขณะเดียวกันกลับนำทรัพย์สินของผู้เสียหายไปขายต่อ จำนำ และถ่ายเทเงินผ่านบัญชีธนาคารหลายบัญชีอย่างรวดเร็ว จนบัญชีส่วนใหญ่มีเงินคงเหลือใกล้ศูนย์บาทคนร้าย
จากพฤติการณ์แล้ว คนร้ายทั้ง 2 ราย ได้กระทำเป็นขบวนการและเป็นปกติธุระ แบ่งหน้าที่กันทำอย่างเป็นระบบ โดยฝ่ายหนึ่งทำหน้าที่สร้างความน่าเชื่อถือ ติดต่อผู้เสียหาย และชักชวนลงทุน ส่วนอีกฝ่ายทำหน้าที่รับเงิน รับมอบทรัพย์สิน สร้างบัญชีปลอม และนำทรัพย์สินไปขายหรือจำนำ จึงรวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติหมายจับและหมายค้นเป้าหมายได้สำเร็จ
กระทั่ง วันที่ 23 มิ.ย.69 พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1 และ พ.ต.อ.คมสันต์ กันหา ผกก.4 บก.สอท.1, พ.ต.ท.พรชัย บัวด้วง รอง ผกก.4 บก.สอท.1 และ พ.ต.ต.สุรสิทธิ์ ราศรีชัย สว.กก.4 บก.สอท.1 ร่วมกันนำกำลังเจ้าหน้าที่ในสังกัดพร้อมหมายค้นศาลอาญาพระโขนง ที่ 45/2569 เข้าตรวจค้นบ้านพักในโครงการหรูแห่งหนึ่งย่านสวนหลวง กทม. สามารถจับกุม
นายภุชงค์ หรือ ปอง อายุ 38 ปี (สามี) ตามหมายจับศาลอาญา ที่ 3398/2569 และ
น.ส.สุณัฐญา หรือ แนท อายุ 43 ปี (ภรรยา) ตามหมายจับศาลอาญา ที่ 3397/2569
ในความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงอันเป็นปกติธุระ, ร่วมกันยักยอกทรัพย์, ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ และร่วมกันฟอกเงิน” พร้อมตรวจยึดของกลางเป็น คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก และโทรศัพท์มือถือ ส่งดำเนินคดีตามกฎหมาย
เบื้องต้น ผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย ยังคงให้การปฏิเสธ ทั้งนี้ จากการตรวจสอบยังพบอีกว่าทั้ง 2 ราย ยังถูกออกหมายจับในคดีลักษณะเดียวกันอีกคนละ 2 หมายจับ โดยจากการตรวจสอบพบว่า ยังมีผู้เสียหายเพิ่มเติมอีกหลายราย มูลค่าความเสียหายรวมไม่น้อยกว่า 133 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการติดตามและตรวจยึดอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องมาดำเนินการและเข้าสู่กระบวนการคืนทรัพย์สินให้แก่ผู้เสียหายตามกฎหมายต่อไป
#ตำรวจไซเบอร์ #cyberpolice #จับกุม #ทลายร้านแบรนด์เนมมหาภัย
CCIB #CCIB
ตำรวจไซเบอร์