ตร.ไซเบอร์บุกรวบมือรับเงินสดให้แก๊งสแกมเมอร์ หลังอ้างเป็นตำรวจโทรหลอกครูในบุรีรัมย์สูญเฉียด 10 ล้านบาท
ตร.ไซเบอร์บุกรวบมือรับเงินสดให้แก๊งสแกมเมอร์ หลังอ้างเป็นตำรวจโทรหลอกครูในบุรีรัมย์สูญเฉียด 10 ล้านบาท
ตร.ไซเบอร์บุกรวบมือรับเงินสดให้แก๊งสแกมเมอร์
หลังอ้างเป็นตำรวจโทรหลอกครูในบุรีรัมย์สูญเฉียด 10 ล้านบาท
.
พล.ต.ท.ทินกร รังมาตย์ ผบช.สอท. ส่งตำรวจไซเบอร์เข้าจับกุม นายประจักษ์ อายุ 59 ปี ผู้รับเงินสดจากมือผู้เสียหายและเป็นบัญชีม้า หลังโดนแก๊งคอลเซ็นเตอร์อ้างตัวเป็นตำรวจ โทรข่มขู่ให้โอนเงินและส่งมอบเงินสด เพื่อตรวจสอบความบริสุทธิ์ เสียหายเฉียด 10 ล้านบาท
.
โดยกรณีนี้สืบเนื่องจาก พล.ต.ท.ทินกร รังมาตย์ ผบช.สอท. ได้สั่งการเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดให้เพิ่มความเข้มข้นในการกวดขันจับกุมความผิดที่เกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์หรือสแกมเมอร์ในทุกมิติ พล.ต.ต.ทรงกลด เกริกกฤตยา ผบก.สอท.3 จึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.3 บก.สอท.3 สืบสวนกรณี เมื่อ 24 ส.ค.69 มีผู้เสียหายเป็นข้าราชการครูรายหนึ่งในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ ได้รับสายโทรศัพท์จากคนร้ายที่แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้วแจ้งว่าผู้เสียหายมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฉ้อโกง พร้อมกับข่มขู่ว่าต้องตรวจสอบทรัพย์สินทั้งหมดของผู้เสียหายเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ
.
เมื่อผู้เสียหายเกิดความกลัวจึงแอดไลน์แล้วทำตามขั้นตอนที่คนร้ายสั่งการ จากนั้นคนร้ายสั่งให้โอนเงินไปยังบัญชีธนาคารที่คนร้ายแจ้ง ในวันที่ 24 ส.ค.69, วันที่ 1 และ 8 ก.ย.69 ทั้งหมด 5 ครั้ง รวมจำนวน 5 ล้านบาท และยังสั่งให้ผู้เสียหายนำเงินสดไปมอบให้แก่คนร้ายอีก ในวันที่ 21 และ 24 ก.ย.69 บริเวณห้างจำหน่ายวัสดุก่อสร้างแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ รวม 4,491,000 บาท รวมมูลค่าความเสียหายทั้งสิ้น จำนวน 9,491,000 บาท
.
จากกรณีดังกล่าว พ.ต.อ.ลักษณ์ปกรณ์ ลูกรักษ์ ผกก.3 บก.สอท.3 ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดสนธิกำลังร่วมกับ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.เมืองบุรีรัมย์ ออกสืบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด กระทั่งสามารถขออนุมัติศาลออกหมายจับเครือข่ายผู้ต้องหาในเครือข่ายได้สำเร็จ
.
โดยล่าสุด พ.ต.อ.ลักษณ์ปกรณ์ ลูกรักษ์ ผกก.3 บก.สอท.3 พร้อมด้วย พ.ต.ท.ภัทรเดช ภัทรบุตรเพชร, พ.ต.ท.ธนวัฒน์ แจ้งสว่าง รอง ผกก.3 บก.สอท.3, พ.ต.ท.ศิรสิทธิ์ ทันศรี และ พ.ต.ต.ธนพล หะลีบุตร สว.กก.3.บก.สอท.3 ร่วมกันนำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัด เข้าจับกุม นายประจักษ์ อายุ 59 ปี ผู้ทำหน้าที่ รับเงินสดจากผู้เสียหายในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ มายังบ้านพักย่านรามอินทรา กทม. เพื่อส่งต่อให้เครือข่าย และเป็นบัญชีม้าในเครือข่าย ตามหมายจับของศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ที่ 348/2569 ลงวันที่ 8 ต.ค.2569 โดยจับกุมได้ที่บริเวณริมถนนหน้าอาคารเคหะแห่งหนึ่งย่าน ถ.รามอินทรา แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กทม.
.
เบื้องต้น ผู้ต้องหายอมรับว่า ตนเป็นเจ้าของบัญชีธนาคารที่ผู้เสียหายโอนเงินเข้ามาทั้ง 5 ครั้ง และยอมรับว่าเป็นผู้เดินทางไปรับเงินสดจากผู้เสียหายที่ จ.บุรีรัมย์ ถึง 2 ครั้งจริง ครั้งแรก จำนวน 2,491,000 บาท และครั้งที่ 2 จำนวน 2,000,000 บาท โดยได้รับการสั่งการจากชายรายหนึ่งผ่านทางโทรศัพท์ ซึ่งปัจจุบันไม่สามารถติดต่อได้แล้ว โดยเมื่อตนเองเบิกถอนเงินสดจากธนาคาร และรับเงินสดจากผู้เสียหายมาแล้ว ได้ทยอยส่งมอบเงินทั้งหมดให้บุคคลที่ถูกส่งมารับเงินบริเวณเคหะย่าน ถ.รามอินทรา แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กทม.
.
เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงดำเนินคดีในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน”, “สมคบกันโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้ทีการสมคบกันและร่วมกันฟอกเงิน” นำตัวส่งพนักงานสอบสวน กก.3 บก.สอท.3 เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
.
โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนและขยายผลไปยังผู้ร่วมขบวนการในเครือข่ายทั้งหมดรวมทั้งผู้สั่งการและผู้รับผลประโยชน์ที่อยู่เบื้องหลัง เพื่อนำตัวและยึดอายัดทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำผิดกลับคืนให้แก่ผู้เสียหายต่อไป
#ตำรวจไซเบอร์ #cyberpolice #สแกมเมอร์ #แอบอ้างเป็นตำรวจ #scammer
CCIB #CCIB
ตำรวจไซเบอร์